ข้ามไปยังเนื้อหา
Tayakorn
· finance

ลอกงบไตรมาสออกสามชั้น แล้วราคายังไม่ถูกลงอยู่ดี

วอลมาร์ทรายงานงบเกินคาดทุกบรรทัดแล้วหุ้นร่วง 9% ในวันเดียว — ลำดับการลอกที่ทำให้เห็นว่าสองอย่างนี้ไม่ขัดกัน และทำไมลอกครบแล้วยังตอบไม่ได้ว่าราคาคุ้ม

วันที่ 20 สิงหาคม 2569 วอลมาร์ทรายงานงบไตรมาส 2 ที่ชนะประมาณการแทบทุกบรรทัดสำคัญ รายได้ 187.9 พันล้านดอลลาร์ โต 5.9% กำไรต่อหุ้นปรับปรุงแล้ว $0.81 โต 19% อีคอมเมิร์ซทั่วโลกโต 23% และบริษัทปรับเป้าทั้งปีขึ้น วันเดียวกันนั้นหุ้นปิดที่ $103.84 จาก $114.30 ของวันก่อน ลงราว 9% เป็นวันที่แย่ที่สุดในรอบหลายปี

คำอธิบายที่ได้ยินบ่อยเวลาเจอภาพแบบนี้คือ "ตลาดไม่มีเหตุผล" ผมคิดว่ามันตรงกันข้าม งบดีกับหุ้นร่วงเป็นจริงพร้อมกันได้ และไม่ต้องเดาใจใครสักคน แค่ลอกงบออกทีละชั้นตามลำดับ

ลำดับนั้นคือสิ่งเดียวที่ผมอยากให้เหลือติดตัวจากบทความนี้ ไม่ใช่เรื่องวอลมาร์ท: ตัดของที่เกิดครั้งเดียวออกก่อน แล้วผ่ายอดที่หายว่าหายตรงไหน แล้วดูว่าข้างในมีกี่ธุรกิจ แล้วค่อยเปิดราคา ใช้กับงบไตรมาสของบริษัทไหนก็ได้ ไตรมาสนี้ของวอลมาร์ทเป็นแค่ตัวอย่างที่ทั้งสี่จังหวะโผล่ออกมาชัดผิดปกติ

ชั้นที่หนึ่ง — ตัวเลขที่รายงาน ไม่ใช่ตัวเลขที่ใช้ประเมินธุรกิจ

หน้าแรกของเอกสารแถลงผลประกอบการเขียนกำไรจากการดำเนินงานไว้สองตัวติดกัน: โต 28.8% กับโต 17.4% แบบปรับปรุงและตัดผลค่าเงินออกแล้ว ห่างกันเกือบ 11 จุดครึ่ง ในเอกสารฉบับเดียวกัน หน้าเดียวกัน

ถ้าหยิบตัวแรกไปใช้ คุณกำลังนับผลของค่าเงินและรายการพิเศษเป็นฝีมือของกิจการ ถ้าหยิบตัวที่สอง คุณยังไม่จบ เพราะบรรทัดถัดมาบริษัทบอกเองว่าตัวเลข 17.4% นั้น ยังรวม ผลของเงินคืนภาษีศุลกากรที่ได้รับในไตรมาสนี้อยู่ และถ้าตัดผลสุทธิก้อนนั้นออก การเติบโตที่แท้จริงจะอยู่ที่ปลายบนของช่วงเป้าที่เคยให้ไว้ — ไม่ใช่ 28.8% ไม่ใช่ 17.4%

ที่น่าสนใจกว่านั้นคือสิ่งที่ CFO พูดต่อ เขาบอกให้นักวิเคราะห์ประเมินการเติบโตที่แท้จริงโดยดูไตรมาส 2 กับไตรมาส 3 รวมกัน เหตุผลตรงไปตรงมา: เงินที่ได้คืนมาไตรมาสนี้ บริษัทตั้งใจทยอยเอาไปลดราคาสินค้าในครึ่งปีหลัง ไตรมาส 2 เลยดูดีเกินจริง และไตรมาส 3 จะดูแย่เกินจริงด้วยเหตุผลเดียวกัน — ยังไม่นับแคมเปญใหญ่ของ Flipkart ที่เลื่อนจากไตรมาส 3 ไปไตรมาส 4 ซึ่งบริษัทระบุเองว่ากดยอดขายไตรมาส 3 อีกกว่า 100 basis points

ผลของเรื่องนี้ไปโผล่ที่เป้าไตรมาสหน้า บริษัทชี้กำไรต่อหุ้นไตรมาส 3 ไว้ที่ $0.62 ถึง $0.64 ขณะที่ตลาดคาด $0.68 นี่คือบรรทัดที่ทำร้ายราคาหุ้นหนักที่สุดในวันนั้น และมันคือด้านกลับของเงินก้อนเดียวกับที่เพิ่งทำให้ไตรมาส 2 ดูดี ไม่ใช่สัญญาณว่ากำไรกำลังหด

นี่คือกลไกที่ใช้ซ้ำได้ทุกที่ รายการที่เกิดครั้งเดียวไม่ได้แค่ทำให้ไตรมาสหนึ่งเพี้ยน มันทำให้เพี้ยนเป็นคู่เสมอ — ขาที่รับเข้ามาและขาที่จ่ายออกไป ถ้าคุณอ่านแค่ไตรมาสเดียว คุณจะอ่านเจอครึ่งเดียวของเรื่อง และครึ่งไหนที่เจอก็ขึ้นกับว่าบังเอิญเปิดหน้าไหน วิธีแก้ไม่ใช่หาตัวเลขที่ "ถูกต้อง" ตัวเดียว แต่คือยืดหน้าต่างให้ครอบทั้งสองขา

เจอรายการพิเศษเมื่อไหร่ อย่าถามว่ามันบวกเข้ามาเท่าไหร่ ถามว่าขาที่หักกลับอยู่ไตรมาสไหน

เรื่องนี้ผมเขียนไว้ยาวกว่านี้ในบทว่าด้วยการแต่งหน้าตัวเลข ของคู่มือหุ้น

ชั้นที่สอง — ยอดที่หายไป มีที่อยู่เสมอ

อีกบรรทัดที่พลาดเป้าคือยอดขายสาขาเดิมในสหรัฐ ไม่รวมน้ำมัน โต 2.6% ปีก่อนไตรมาสเดียวกันโต 4.6% หายไป 2.0 จุด และตลาดคาดไว้ราว 3.7%

พอเห็นตัวเลขนี้ ปฏิกิริยาแรกของคนส่วนใหญ่คือสรุปว่า "คนเลิกเข้าห้าง" ซึ่งเป็นข้อสรุปที่งบปฏิเสธตรง ๆ เพราะยอดขายสาขาเดิมไม่ใช่ตัวเลขเดี่ยว มันคือผลคูณของสองอย่างที่บริษัทแจกแจงมาให้แล้ว

ไตรมาส 2 ปีนี้ไตรมาส 2 ปีก่อนส่วนต่าง
จำนวนครั้งที่ซื้อ1.5%1.5%ไม่ขยับ
ยอดต่อบิล1.1%3.1%−2.0 จุด
ยอดขายสาขาเดิม2.6%4.6%−2.0 จุด

สองจุดที่หายไป อยู่ที่ยอดต่อบิลล้วน ๆ จำนวนครั้งที่ลูกค้าเดินเข้ามาซื้อโตเท่ากันเป๊ะทั้งสองปี คนไม่ได้หนีไปไหน สิ่งที่หดคือมูลค่าของตะกร้าแต่ละใบ

และเมื่อไล่ต่อว่าตะกร้าหดเพราะอะไร งบชี้ไปที่หมวดเดียว: บริษัทระบุแรงกด 125 basis points ต่อยอดขายสาขาเดิม มาจากราคายาที่ลดลงตามกฎ maximum fair price ที่เพิ่งมีผลวันที่ 1 มกราคม ส่วนในหน้าสรุปผู้บริหารระบุแรงกดจากหมวดสุขภาพและยาโดยรวมไว้ที่ 80 basis points

สองข้อสรุปนี้ต่างกันคนละโลก "คนเลิกเข้าห้าง" คือปัญหาของกิจการ ส่วน "ราคายาถูกกฎหมายบังคับให้ลด" คือปัญหาของหมวดสินค้าหนึ่งหมวดที่มีวันครบรอบแน่นอน ตัวเลข 2.6% ตัวเดียวกันรองรับได้ทั้งสองคำอธิบาย ตัวที่แยกมันออกจากกันคือการหาร

กฎที่ใช้ได้กับทุกกิจการค้าปลีก: ยอดขายที่หายไปต้องถูกหารเป็นจำนวนคนกับยอดต่อคนเสมอ คนน้อยลงกับคนจ่ายน้อยลงเป็นคนละโรค รักษาคนละวิธี และตัวเลขรวมบรรทัดเดียวไม่เคยบอกว่าเป็นโรคไหน นี่คือเหตุผลที่บทว่าด้วยการอ่านเครื่องจักรทำเงิน เริ่มจากคำถามว่ากิจการนี้เก็บเงินท่าไหน ก่อนจะไปดูว่าเก็บได้เท่าไหร่

ชั้นที่สาม — ในบริษัทเดียวมักมีมากกว่าหนึ่งธุรกิจ

ถ้าห้างโตแค่ 2.6% แล้วทำไมกำไรจากการดำเนินงานถึงโตได้ 17.4%

คำตอบอยู่ในบรรทัดที่คนอ่านผ่าน ไตรมาสนี้ธุรกิจโฆษณาทั่วโลกโต 38% รายได้ค่าสมาชิกโต 17% ขณะที่ยอดขายรวมทั้งบริษัทโต 5.9% สามตัวนี้อยู่ในกิจการเดียวกัน แต่วิ่งคนละความเร็วชัดเจน

ตัวเลขที่บอกเรื่องนี้ดีที่สุดไม่ใช่ตัวไหนตัวหนึ่ง แต่คือระยะห่างระหว่างสองตัว: ยอดขายโต 5.9% กำไรจากการดำเนินงานโต 17.4% เมื่อกำไรโตเร็วกว่ายอดขายเป็นเท่าตัว แปลว่าสิ่งที่เปลี่ยนคือส่วนผสม ไม่ใช่ปริมาณ — มีของบางอย่างในตะกร้ารายได้ที่ทิ้งกำไรไว้ต่อดอลลาร์มากกว่าของเดิม และมันโตจนใหญ่พอจะดันภาพรวมทั้งบริษัทได้แล้ว

โฆษณากับค่าสมาชิกคือของชิ้นนั้น มันไม่ต้องสั่งของมาสต๊อก ไม่ต้องขนส่ง ไม่ต้องวางบนชั้น ต้นทุนส่วนเพิ่มของมันต่างจากการขายกล่องซีเรียลอีกกล่องหนึ่งอย่างสิ้นเชิง คนที่อ่านงบนี้แล้วเห็นแค่ "ห้างโตช้าลง" กำลังตีราคากิจการจากส่วนที่กำลังจะไม่ใช่เครื่องจักรหลักของกำไรอีกต่อไป

แล้วสามชั้นนั้นก็ไม่ได้ทำให้ราคาถูกลง

นี่คือส่วนที่ผมคิดว่าคนพลาดกันมากที่สุด เพราะพอลอกครบสามชั้นแล้วเห็นว่าธุรกิจแข็งแรงกว่าที่พาดหัวบอก มันชวนให้สรุปต่อทันทีว่าตลาดขายทิ้งผิด และของกำลังลดราคา

ลองคิดเลขดู ราคาปิดวันนั้น $103.84 หารด้วยกำไรต่อหุ้นที่บริษัทเองชี้เป้าไว้ทั้งปีที่ $2.80 ถึง $2.87 ได้ประมาณ 36.6 เท่า และเป้านั้นเทียบกับฐานปีก่อนที่ $2.64 คือการเติบโตราว 6 ถึง 9%

จ่าย 36.6 เท่าของกำไร เพื่อกำไรที่บริษัทเองบอกว่าจะโต 6 ถึง 9% — ตัวเลขนี้ไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่นิดเดียวจากการที่เราเข้าใจสามชั้นข้างบน เพราะสามชั้นข้างบนตอบคนละคำถาม

มันตอบว่า "ธุรกิจนี้เป็นยังไง" ส่วนราคาตอบว่า "คนอื่นตกลงจะจ่ายเท่าไหร่สำหรับธุรกิจแบบนั้น" คำถามแรกอ่านจากงบได้ คำถามที่สองอ่านจากงบไม่ได้เลย มันขึ้นกับความคาดหวังของคนหมู่มากที่เปลี่ยนได้ทุกวัน และที่ระดับ 36 เท่า ผลตอบแทนของคนที่ซื้อวันนี้ถูกกำหนดโดยตัวคูณตอนที่เขาขาย มากกว่าโดยผลประกอบการระหว่างทาง

ผมเคยจ่ายค่าเรียนบทเรียนนี้ไปแล้วตอนซื้อ MSTR โดยไม่เปิดดูสักหน้า ครั้งนั้นผมไม่รู้ว่ากำลังมองราคาหรือมองมูลค่า ครั้งนี้ต่างออกไป: เราไล่ดูมูลค่าข้างในมาจนละเอียดพอสมควรแล้ว และยังต้องยอมรับว่านั่นไม่ได้แปลว่าราคาที่ตั้งอยู่นั้นถูก การเข้าใจกิจการกับการได้ราคาดี เป็นสองงานที่ต้องทำแยกกัน และงานที่สองไม่ได้ง่ายลงเพราะงานแรกเสร็จ

สิ่งที่เอากลับไปใช้ได้

ถ้าจะเหลือแค่สี่บรรทัด ผมเลือกสี่บรรทัดนี้

  1. เจอรายการที่เกิดครั้งเดียว ให้หาว่าขาที่หักกลับอยู่ไตรมาสไหน แล้วอ่านสองไตรมาสรวมกัน
  2. ยอดขายที่หายไป ให้หารเป็นจำนวนคนกับยอดต่อคนก่อนจะสรุปอะไรทั้งสิ้น
  3. กำไรโตเร็วกว่ายอดขายมาก ๆ แปลว่าส่วนผสมของรายได้กำลังเปลี่ยน ไปหาว่าตัวไหน
  4. ทั้งสามข้อข้างบนบอกว่ากิจการเป็นยังไง ไม่มีข้อไหนบอกว่าราคาคุ้ม — ตัวคูณต้องตัดสินแยก

พาดหัวข่าวเรื่องนี้จะหมดอายุภายในสามเดือน ลำดับสี่ข้อข้างบนจะไม่หมด


ตัวเลขทั้งหมดในบทความนี้มาจากเอกสารแถลงผลประกอบการไตรมาส 2 ปีงบประมาณ 2570 ของ Walmart Inc. ที่เผยแพร่วันที่ 20 สิงหาคม 2569 และราคาปิดของวันเดียวกัน · บทความนี้เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลสาธารณะเพื่อการศึกษาวิธีอ่านงบ ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ผมไม่ใช่ที่ปรึกษาการลงทุนที่มีใบอนุญาต และไม่ได้ให้คำแนะนำซื้อ ถือ หรือขายแก่ผู้ใด