LEVEL 2 · กลไกเต็มวงจร
consensus — สำเนาแสนเล่มตกลงกันได้ยังไง
ก่อนไปต่อ ต้องแยกบทบาทสองอย่างที่คนสับสนกันมากที่สุดให้ขาดจากกันก่อน เพราะบทนี้กับบทที่ 13 ยืนอยู่บนความต่างนี้ทั้งบท:
- node — คอมพิวเตอร์ที่ถือสำเนาสมุดเต็มเล่ม และตรวจทุกหน้าทุกบรรทัดกับกติกาเองไม่เชื่อใคร ใครก็รันได้ คอมพิวเตอร์บ้านธรรมดาก็ไหว ปัจจุบันมีหลายหมื่นเครื่องกระจายทั่วโลก — node คือ "ชุมชนที่ช่วยกันจำ" ตัวจริง
- miner — คนแข่งจับฉลากเพื่อเขียนหน้าถัดไป (บทที่ 7) ต้องใช้เครื่องเฉพาะทางและไฟมหาศาล
จำง่าย ๆ: miner เสนอหน้าใหม่ แต่ node เป็นคนตัดสินว่ารับหรือไม่รับ หน้าที่ผิดกติกาแม้บรรทัดเดียว — จ่ายเงินที่ไม่มีลายเซ็น, ให้รางวัลตัวเองเกินโควตา — node ทั้งระบบจะปัดทิ้งเงียบ ๆ ต่อให้ hash สวยแค่ไหนก็ตาม
8.1 เมื่อสมุดแตกเป็นสองปลาย
ระบบกระจายทั่วโลกย่อมมีจังหวะเป๋: miner สองรายเจอฉลากพร้อมกันพอดี หน้า 100 จึงมีสองเวอร์ชันวิ่งกระจายอยู่ในเครือข่าย ต่างก็ถูกกติกาทั้งคู่ สำเนาบางเครื่องรับเวอร์ชัน A บางเครื่องรับ B — สมุดแตกปลายเป็นสองแขนงชั่วคราว ใครถูก?
กติกาของ bitcoin เรียบจนน่าตกใจ: ยังไม่ต้องตัดสิน — รอดูว่าแขนงไหนถูกต่อเติมยาวกว่า miner ทั้งโลกต้องเลือกปักหลักขุดต่อจากแขนงใดแขนงหนึ่ง พอฉลากใบต่อไปถูกเจอบนแขนง A แขนง A ก็ยาวกว่า (สะสม "งาน" มากกว่า) ทุก node จะสลับมายึดแขนง A เป็นความจริง ธุรกรรมในแขนง B ที่หลุดโผถูกคายกลับห้องรอไปเข้าคิวใหม่ ไม่มีใครเสียเงิน — ความจริงของระบบนี้ไม่ได้มาจากเสียงโหวตหรือผู้มีอำนาจ แต่มาจาก พลังงานที่ถูกเผาสะสม: แขนงที่งานเยอะกว่าคือแขนงที่แพงเกินกว่าจะปลอม
node สลับไปยึดแขนงนั้นเป็นความจริง · ธุรกรรมฝั่งที่แพ้ไม่หายไปไหน มันถูกคายกลับ mempool ไปเข้าคิวใหม่ ไม่มีใครเสียเงิน8.2 ทำไมต้อง "รอยืนยัน"
มุมมองนี้ทำให้ธรรมเนียมที่คุณอาจเคยได้ยินมีเหตุผลขึ้นทันที: ธุรกรรมเพิ่งลงสมุด = อยู่หน้าปลายโซ่ ยังมีโอกาส (เล็กมาก) โดนแขนงแข่งแซงแล้วหลุดโผ แต่ทุกหน้าใหม่ที่ถูกเขียนทับลงไป คือกำแพงพลังงานอีกชั้นที่คนอยากย้อนต้องทุบ — วงการจึงเรียกจำนวนหน้าที่ทับอยู่ว่า confirmation และธรรมเนียมเก่าแก่ถือว่า 6 confirmations (ราวหนึ่งชั่วโมง) = ถาวรในทางปฏิบัติ ยอดเล็ก ๆ คนก็รอกันแค่ 1–2
8.3 การโกงที่กติกาไม่ห้าม แต่เศรษฐศาสตร์ห้าม
ข้อโต้แย้งคลาสสิก: "ถ้าใครคุมพลังขุดเกินครึ่งระบบ (วงการเรียก 51% attack) ก็เขียนแขนงปลอมแซงของจริงได้สิ" — จริง กติกาไม่ได้ห้าม และการไล่ดูว่าคนคนนั้น ทำอะไรได้บ้าง คือบททดสอบที่ซื่อสัตย์ที่สุดของทั้งเล่ม
สิ่งที่ทำได้:
- ย้อนธุรกรรมล่าสุด ของตัวเอง แล้วใช้เงินก้อนเดิมซ้ำ
- ทิ้งหน้าที่คนอื่นเขียนสำเร็จ ให้งานของ miner ซื่อสัตย์สูญเปล่า
- ปฏิเสธไม่ให้ธุรกรรมของใครก็ได้ลงสมุด ตราบเท่าที่ยังคุมกำลังข้างมากอยู่
สิ่งที่ทำไม่ได้:
- ย้ายเงินออกจากที่อยู่ของคนอื่น — ไม่มีกุญแจก็เซ็นไม่ได้ และปลอมลายเซ็นไม่ได้ (บทที่ 4)
- เสกเหรียญเกินโควตาที่กติกากำหนด — node ทุกเครื่องตรวจข้อนี้เอง และไม่ยอมรับหน้าที่ผิดกติกา ต่อให้พลังขุดจะมากแค่ไหน
ข้อที่สามในกลุ่มแรกคือข้อที่ต้องพูดออกมาดัง ๆ เพราะมันคือ อำนาจตัวเดียวกับที่บทที่ 2 ใช้ฟ้องระบบธนาคาร นั่นคืออำนาจอายัดหรือปฏิเสธธุรกรรมของใครก็ได้ พูดให้ตรงคือ bitcoin ไม่ได้ทำให้อำนาจนั้นเป็นไปไม่ได้
สิ่งที่มันทำคือ เปลี่ยนราคาและอายุของอำนาจนั้น ธนาคารกลางอายัดบัญชีได้ด้วยคำสั่งเดียว ฟรี ถาวร และเป็นสิทธิ์ที่ติดมากับตำแหน่ง ส่วนผู้โจมตี 51% ต้องจ่ายค่าไฟระดับที่ทั้งเครือข่ายใช้อยู่ ซึ่งเทียบเท่าไฟทั้งประเทศขนาดกลางหนึ่งประเทศ ทุกวินาที ที่อยากใช้อำนาจนั้นต่อ ทุกคนบนโลกเห็นว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นแบบเรียลไทม์ และวินาทีที่เขาหยุดจ่าย อำนาจก็หายไปทันที ไม่มีอะไรเหลือค้าง
แล้วบัญชีของโจรก็ยังไม่จบแค่นั้น วินาทีที่โลกรู้ว่าระบบโดนยึด ความเชื่อถือที่ค้ำมูลค่าของรางวัลที่เขาลงทุนมหาศาลเพื่อชิงมา ก็พังลงต่อหน้า — ยิ่งระบบใหญ่ การโกงยิ่งกลายเป็นการลงทุนที่โง่ที่สุดในโลก ป้อมปราการของ bitcoin ไม่ใช่กำแพงเหล็ก แต่เป็นโครงสร้างแรงจูงใจที่ทำให้ซื่อสัตย์กำไรกว่าโกง