ข้ามไปยังเนื้อหา
Tayakorn
Bitcoin Handbook

Bitcoin Handbook

LEVEL 4 · ปรัชญา

ใครแก้กติกาได้

ซอฟต์แวร์ทุกตัวในโลกต้องอัปเดต (แก้บั๊ก เพิ่มความสามารถ อุดช่องโหว่) และการอัปเดตทุกครั้งมีคนกดอนุมัติ: บริษัท มูลนิธิ หรือทีมพัฒนา แล้วระบบที่ทั้งเล่มคุยกันว่า "ไม่มีเจ้าของ" ล่ะ? ถ้าไม่มีใครแก้กติกาได้เลย ระบบก็ตายด้านรอวันพัง แต่ถ้ามีใครแก้ได้ คนนั้นก็คือเจ้าของตัวจริงที่ซ่อนอยู่ — คำถามนี้ไม่ใช่ปรัชญาลอย ๆ มันถูกทดสอบด้วยสงครามจริงมาแล้ว และผลของสงครามนั้นคือคำตอบที่ดีที่สุดที่เรามี

13.1 การอัปเดตในระบบไร้เจ้าของ = การชวน ไม่ใช่การสั่ง

นักพัฒนาอาสาทั่วโลกช่วยกันดูแลซอฟต์แวร์ของ bitcoin จริง แต่พวกเขาทำได้มากสุดแค่ เสนอ: ปล่อยเวอร์ชันใหม่แล้วรอดูว่าเจ้าของ node หลายหมื่นคน (บท 8) จะสมัครใจดาวน์โหลดมารันหรือไม่ ไม่มีปุ่ม force update ไม่มีเซิร์ฟเวอร์กลางที่กดเปลี่ยนได้ทั้งระบบ — ถ้าการแก้ไหนทำให้กติกา ขัดกัน จนสมุดเข้ากันไม่ได้ ระบบก็แตกเป็นสองสาย (วงการเรียก fork): ใครเชื่อกติกาไหน ไปต่อกับสายนั้น

13.2 สงครามขนาด block — เมื่อเงินและอำนาจแพ้คนถือสำเนา

ช่วงปี 2015–2017 ชุมชน bitcoin แตกเป็นสองขั้วในคำถามเดียว: ควรขยายขนาดหน้าให้จุธุรกรรมมากขึ้นไหม? ฝั่งหนุนมีเหตุผลเข้าใจง่าย — ระบบแน่น ค่าธรรมเนียมแพง ขยายหน้าสิ — และแนวร่วมไม่ใช่เล่น ๆ: บริษัทใหญ่แทบทั้งอุตสาหกรรมบวกกำลังขุดข้างมาก ฝั่งค้านมองผ่านเลนส์เดียวกับบทที่ 12: หน้าใหญ่ = รัน node แพงขึ้น = สำเนากระจุกใน data center = คืนความเป็นศูนย์กลางให้ระบบ

จุดแตกหักเกิดปี 2017: ฝั่งอยากขยายส่วนหนึ่งแยกสายออกไปเป็นเหรียญใหม่ชื่อ Bitcoin Cash เมื่อเดือนสิงหาคม ส่วนแผนประนีประนอมชื่อ SegWit2x ที่บริษัทใหญ่ลงนามหนุนกันเกือบยกวงการ ต้อง ยกเลิกกลางอากาศ ในเดือนพฤศจิกายน ด้วยเหตุผลเรียบ ๆ ที่ลึกถึงกระดูก: ประเมินแล้วว่าเจ้าของ node ทั่วโลกจะไม่ยอมรันตาม — หน้าที่ขุดออกมาจะถูกสำเนาแสนเล่มปัดทิ้งเฉย ๆ (บท 8: miner เสนอ node ตัดสิน)

บทเรียนที่วงการจ่ายค่าเรียนแพงมาก: อำนาจใน bitcoin ไม่ได้อยู่ที่เงินทุน ไม่ได้อยู่ที่กำลังขุด และไม่ได้อยู่ที่เสียงของบริษัทใหญ่ — มันกระจายอยู่กับ คนธรรมดาที่ถือสำเนาสมุดและปฏิเสธเป็น ซึ่งก็คือคำตอบของคำถามหัวบท: กติกาแก้ได้ แต่ต้องชนะใจคนถือสำเนาทีละคนทั้งโลก ไม่มีทางลัดผ่านห้องประชุมไหน

13.3 ผู้สร้างที่หายไป — จุดอ่อนที่ถูกถอดออกตั้งแต่ต้น

Satoshi Nakamoto ค่อย ๆ เงียบหายไปราวปี 2011 โดยไม่เคยเปิดเผยตัวตน ไม่ได้ทิ้งมูลนิธิ ไม่ได้แต่งตั้งทายาท ฟังเผิน ๆ เหมือนการทอดทิ้ง แต่มองผ่านบทนี้จะเห็นอีกภาพ: ทุกระบบที่มี "ผู้นำ" มีจุดให้กดดัน: ฟ้องศาล ล็อบบี้ ขู่ บีบ ซื้อ และประวัติศาสตร์เงินดิจิทัลก่อนหน้าก็จบที่จุดนี้ทุกราย (บท 3: DigiCash ล้มพร้อมบริษัท e-gold จบที่ชั้นศาล) การที่ผู้สร้างหายไปจริง ๆ โดยแม้แต่เหรียญของตัวเองก็ไม่เคยขยับ ทำให้ bitcoin เป็นระบบที่ ไม่เหลือใครให้เรียกไปสอบสวน — ความไร้หัวไม่ใช่ความบกพร่องของโปรเจกต์นี้ มันคือสเปกที่จงใจ

อ่านแบบเต็มเล่ม