← คู่มือหุ้น — ราคา vs มูลค่า และการอ่านกิจการ
LEVEL 3 · จากตัวเลขกลับสู่ราคา
กลับไปเปิดหน้าที่ไม่เคยเปิด — ราคาพบมูลค่า
สิบบทที่ผ่านมาสร้างเครื่องมือครบชุดแล้ว บทนี้คือบทที่ผมกลับไปเปิดหน้าที่ควรเปิดตั้งแต่วันแรก และคุณจะเปิดไปพร้อมกัน
ทวนสถานการณ์ให้ครบ ผมชอบ bitcoin จึงซื้อหุ้น MicroStrategy (MSTR) เพราะเป็นบริษัทที่ถือ bitcoin จำนวนมาก ตรรกะคือชอบของอะไร ก็ซื้อบริษัทที่ถือของนั้นเยอะ ๆ ฟังดูสมเหตุสมผลจนไม่มีใครในหัวผมค้าน แต่มีขั้นตอนที่หายไปหนึ่งขั้น: ผมไม่เคยถามว่าราคาที่จ่ายเทียบกับของที่ได้เป็นเท่าไร
11.1 แผ่นงานห้าบรรทัดที่ตอบคำถามนี้ได้
คำถาม "ผมจ่ายแพงกว่ามูลค่า bitcoin ที่บริษัทถือหรือเปล่า" ตอบได้ด้วยเลขคณิตชั้นประถมล้วน ๆ สิ่งที่ยากไม่ใช่การคำนวณ แต่คือการรู้ว่าต้องคำนวณ
1. จำนวน bitcoin ที่บริษัทถือ ณ วันที่ระบุ ← จากเอกสารที่บริษัทเปิดเผยเอง
2. × ราคา bitcoin ณ วันเดียวกัน = มูลค่ารวมของก้อนนั้น
3. ÷ จำนวนหุ้นทั้งหมด = มูลค่า bitcoin ต่อหนึ่งหุ้น
4. เทียบกับราคาหุ้นวันนั้น = ส่วนต่าง
5. เปิดงบดุล: เงินที่ใช้ซื้อ bitcoin มาจากไหน ← หนี้ ออกหุ้นใหม่ หรือกระแสเงินสดของธุรกิจเดิมdiluted)เล่มนี้จะไม่กรอกตัวเลขให้ ด้วยเหตุผลสองข้อที่ตรงไปตรงมา ข้อแรก ตัวเลขพวกนี้เปลี่ยนทุกสัปดาห์ ทั้งจำนวนเหรียญที่ถือ ทั้งจำนวนหุ้น และทั้งราคาสองฝั่ง เล่มที่พิมพ์ตัวเลขไว้จะผิดตั้งแต่วันที่สอง ข้อที่สอง และสำคัญกว่า การกรอกเองคือทั้งหมดของบทเรียนนี้ ผมพลาดไม่ใช่เพราะคำนวณผิด แต่เพราะไม่เคยเปิดกระดาษมาคำนวณ
ลองพิสูจน์ด้วยตาเอง: ข้อ 1 กับ 5 หาได้จากเอกสารที่บริษัทยื่นต่อหน่วยงานกำกับและหน้านักลงทุนสัมพันธ์ของบริษัทเอง ไม่ใช่จากบทวิเคราะห์หรือโพสต์ในกลุ่ม ระวังจุดเดียวคือข้อ 3 ให้ใช้จำนวนหุ้นแบบปรับลดเต็มที่ (diluted) เพราะบริษัทที่ระดมทุนบ่อยจะมีหุ้นที่ยังไม่ออกแต่มีสิทธิ์จะออกรออยู่ ถ้าใช้ตัวเลขหุ้นที่น้อยเกินจริง มูลค่าต่อหุ้นจะดูสูงเกินจริงตามไปทันที
11.2 ส่วนต่างนั้นแปลว่าอะไร — สองคำอธิบายที่ต่างกันคนละขั้ว
สมมติคุณกรอกครบแล้วพบว่าราคาหุ้นสูงกว่ามูลค่า bitcoin ต่อหุ้น คำถามที่ต้องถามต่อทันทีคือ ส่วนเกินก้อนนั้นคือค่าอะไร และนี่คือจุดที่เล่มนี้จะวางคำอธิบายสองฝั่งไว้ให้ครบ แล้วไม่เลือกให้
ฝั่งที่บอกว่าส่วนเกินมีที่มา คนที่ยอมจ่ายแพงกว่าอาจกำลังซื้อสิ่งที่ซื้อเองไม่ได้ คือทีมบริหารที่ตั้งใจสะสมของนั้นต่อไปเรื่อย ๆ ความสามารถของบริษัทจดทะเบียนในการระดมทุนด้วยการออกหุ้นหรือออกหนี้เพื่อไปซื้อเพิ่ม และช่องทางเข้าถึงผ่านบัญชีหุ้นธรรมดาสำหรับคนหรือกองทุนที่ติดข้อจำกัดว่าถือของนั้นตรง ๆ ไม่ได้ ทั้งสามข้อเป็นของจริงที่มีมูลค่า
ฝั่งที่บอกให้ระวัง คานงัดจากบทที่ 7 ทำงานสองทางเสมอ กลไกที่ทำให้ส่วนเกินยืดออกได้ในขาขึ้น เป็นกลไกเดียวกับที่หดมันได้ในขาลง และไม่มีอะไรในโครงสร้างบังคับให้ส่วนเกินคงอยู่ที่ระดับใดระดับหนึ่ง มันไม่ใช่กติกา มันคือราคาที่คนตกลงกัน ซึ่งย้อนกลับไปที่บทที่ 2 ทั้งดุ้น
ทั้งสองฝั่งอธิบายส่วนต่างเดียวกันได้หมด และคำตัดสินว่าฝั่งไหนถูกในกรณีของบริษัทไหน เล่มนี้ตอบให้ไม่ได้และจะไม่ตอบ สิ่งที่เล่มนี้ยืนยันได้มีข้อเดียว: คุณควรรู้ว่ามันมีอยู่ ก่อนจะจ่ายมันไป
11.3 ส่วนต่างแบบนี้ไม่ได้มีแค่ที่เดียว
ถ้าอ่านบทนี้แล้วคิดว่าเป็นเรื่องเฉพาะของหุ้นสาย bitcoin ก็จะพลาดของที่ใหญ่กว่านั้น กลไก "ราคาของภาชนะไม่เท่ากับมูลค่าของที่อยู่ข้างใน" มีอยู่ทั่วตลาดทุนและมีมานานก่อนจะมี bitcoin
- บริษัทโฮลดิ้ง ที่ถือหุ้นบริษัทอื่นเป็นทรัพย์สินหลัก ราคาหุ้นของมันอาจต่ำกว่าหรือสูงกว่ามูลค่ารวมของหุ้นที่ถืออยู่
- กองทุนปิด ที่ซื้อขายในกระดาน ราคาซื้อขายไม่จำเป็นต้องเท่ากับมูลค่าทรัพย์สินสุทธิต่อหน่วย
- กิจการที่มีเรื่องเล่าแรง ซึ่งราคาบรรจุความคาดหวังไว้มากกว่าที่งบสะท้อนอยู่มาก
ทุกกรณีถามคำถามเดียวกัน และตอบด้วยวิธีเดียวกันคือกางของที่อยู่ข้างในออกมานับ
11.4 สิ่งที่เปลี่ยนไปจริง ๆ
MSTR ตัวนั้นผมยังถืออยู่ และเรื่องนี้ไม่ใช่คำแนะนำให้ซื้อหรือขายอะไรทั้งนั้น สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่พอร์ต แต่คือลำดับของคำถามในหัว
ก่อนหน้านั้นผมเริ่มจาก "ราคาจะไปทางไหน" ตอนนี้ผมเริ่มจาก "ผมกำลังถืออะไรอยู่ และของนั้นราคาเท่าไรเมื่อเทียบกับสิ่งที่มันเป็นเจ้าของ" คำถามที่สองตอบได้ด้วยเอกสารสาธารณะและเครื่องคิดเลข ส่วนคำถามแรกไม่มีใครในโลกตอบได้ และการใช้เวลาไปกับคำถามที่ตอบไม่ได้ ทำให้ไม่มีเวลาเหลือให้คำถามที่ตอบได้
แล้วส่วนต่างที่เราเพิ่งวัดกันมาทั้งบทนี้ ตกลงมันแปลว่าใครผิด ตลาดที่ตั้งราคาเกินไป หรือเราที่ประเมินมูลค่าผิด คำถามนี้ใหญ่กว่าที่บทเดียวจะตอบ และมันคือคำถามที่แบ่งคนทั้งตลาดออกเป็นสำนักคิดที่เถียงกันมาเป็นร้อยปี บทสุดท้ายจะพาไปดูทั้งสามสำนัก