Skip to content
Tayakorn
Bitcoin Handbook

Bitcoin Handbook

LEVEL 0 · ปูพื้น: เงินและโจทย์

เมื่อสมุดบัญชีมีเจ้าของ

เงินเดือนออก คุณเห็นตัวเลขในแอปธนาคารเพิ่มขึ้น — ลองถามจริง ๆ ว่าเงินก้อนนั้น "อยู่" ที่ไหน มันไม่ใช่ธนบัตรในตู้เซฟที่มีชื่อคุณแปะไว้ มันคือ บรรทัดหนึ่งในสมุดบัญชีของธนาคาร สังคมสมัยใหม่ตอบคำถามท้ายบทที่แล้วแบบนี้เอง: เราจ้างมืออาชีพถือสมุดให้ แล้วก็ได้ของแถมทั้งดีและร้ายตามมาครบชุด

2.1 สมุดซ้อนสมุด

ระบบการเงินปัจจุบันคือสมุดบัญชีวางซ้อนกันเป็นชั้น ธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งถือสมุดของลูกค้าตัวเอง และธนาคารกลางถือ "สมุดของธนาคาร" อีกชั้นหนึ่ง เวลาคุณโอนเงินข้ามธนาคาร เบื้องหลังคือการขอให้เจ้าของสมุดหลายเล่มช่วยกันขีดฆ่าบรรทัดเก่าแล้วเขียนบรรทัดใหม่ให้ตรงกัน

โอนข้ามธนาคารหนึ่งครั้ง = ต้องแก้สมุดสามเล่มให้ตรงกันธนาคารกลางถือสมุดของธนาคารธนาคาร Aถือสมุดของลูกค้าตัวเองธนาคาร Bถือสมุดของลูกค้าตัวเองคุณไม่มีสมุดเป็นของตัวเองร้านค้าไม่มีสมุดเป็นของตัวเองคุณสั่งโอนร้านได้รับชำระกันบนสมุดชั้นบนทุกชั้นเชื่อบรรทัดที่ชั้นบนเขียน — และคนถือปากกาคือคนที่แก้บรรทัดได้
FIG 2.1 ไล่ดูว่าใครถือสมุดชั้นไหน — ธนาคารกลางถือสมุดของธนาคาร ธนาคารพาณิชย์ถือสมุดของลูกค้า ส่วนคุณ ไม่ได้ถือสมุดเลย สิ่งที่คุณมีคือบรรทัดหนึ่งในสมุดของคนอื่น (ศัพท์บัญชีเรียกสมุดพวกนี้ว่า ledger) · การโอนข้ามธนาคารหนึ่งครั้งจึงเป็นการขอให้เจ้าของสมุดหลายเล่มแก้บรรทัดให้ตรงกัน

2.2 ระบบนี้ชนะมาร้อยปีเพราะมันดีจริง

เล่มนี้จะไม่แอบเชียร์ให้ใครเกลียดธนาคาร เพราะข้อเท็จจริงคือระบบคนกลางถือสมุดชนะทุกระบบก่อนหน้าอย่างขาดลอย ด้วยเหตุผลที่หนักแน่นมาก:

  • กันการจ่ายซ้ำ — มีนายทะเบียนคนเดียวตัดสินว่ารายการไหนเกิดก่อน เงินก้อนเดียวจึงจ่ายสองที่พร้อมกันไม่ได้ (จำประโยคนี้ไว้ บทที่ 3 มันจะกลายเป็นตัวเอก)
  • ยืดหยุ่นยามวิกฤต — เศรษฐกิจตกต่ำ ธนาคารกลางเพิ่มปริมาณเงินเข้าระบบเพื่อพยุงได้ ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจบอกว่าเงินที่ "ตึงเกินไป" ในจังหวะผิด ทำให้วิกฤตลามหนักกว่าเดิม
  • ย้อนความผิดพลาดได้ — โดนโกง โอนผิดบัญชี บัตรถูกขโมยรูด — เจ้าของสมุดมีอำนาจสั่งแก้บรรทัดคืนให้ นี่คือตาข่ายนิรภัยที่คนธรรมดาพึ่งพาอยู่ทุกวันโดยไม่รู้ตัว
  • สะดวกจนมองไม่เห็น — สแกนจ่ายก๋วยเตี๋ยวเสร็จในสองวินาที เพราะมีคนถือสมุดให้และเรา เชื่อ เขา

2.3 ราคาของมัน: อำนาจของคนถือปากกา

แต่ของแถมทุกข้อในหัวข้อที่แล้วมาจากแหล่งเดียวกัน — คนถือสมุดแก้สมุดได้ และอำนาจนั้นตัดสองทางเสมอ:

  • เพิ่มปริมาณเงินเพื่อพยุงเศรษฐกิจได้ ก็แปลว่า เขียนเงินใหม่ได้ตามดุลยพินิจ — ทุกบรรทัดที่เขียนเพิ่ม ทำให้บรรทัดของคนถือเงินเดิมด้อยค่าลงโดยไม่มีใครมาขออนุญาต
  • ย้อนธุรกรรมช่วยเหยื่อโกงได้ ก็แปลว่า อายัดหรือปฏิเสธธุรกรรมของใครก็ได้ เช่นกัน
  • และเมื่อคนถือสมุดพลาดเอง คนทั้งระบบคือผู้จ่าย

ข้อสุดท้ายไม่ใช่ทฤษฎี ลองดูสามฉากที่เกิดจริง:

ปี 1971 — ดอลลาร์เคยสัญญาว่าแลกคืนเป็นทองได้ตามอัตราตายตัว วันที่ 15 สิงหาคม 1971 รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศยกเลิกสัญญานั้นฝ่ายเดียว เงินสกุลหลักของโลกกลายเป็นกระดาษที่มูลค่าอิงกับความเชื่อถือในผู้ออกล้วน ๆ นับแต่นั้น (ศัพท์ทางการคือ เงิน fiat — เงินที่มีค่าเพราะรัฐประกาศให้มีค่า)

ปี 2540 — คนไทยไม่ต้องอ่านตำราต่างประเทศเรื่องนี้ วิกฤตต้มยำกุ้งคือบทเรียนว่าเมื่อระบบการเงินของทั้งประเทศพลาด คนที่ไม่เคยเก็งกำไรค่าเงินสักบาทก็ตกงาน หนี้พุ่ง และธุรกิจของครอบครัวหายไปทั้งชั่วรุ่นได้เหมือนกัน

ปี 2008 — สถาบันการเงินยักษ์ของโลกพังจากสินเชื่อที่ตัวเองปั้นขึ้น รัฐนำภาษีของทุกคนเข้าอุ้ม (คำในข่าวยุคนั้นคือ bailout) คนเสียบ้านเป็นล้านแต่แทบไม่มีผู้บริหารคนไหนรับผิด — เก็บปีนี้ไว้ในใจให้ดี เพราะมันจะย้อนกลับมาโผล่กลางบทที่ 6 ในที่ที่คุณคาดไม่ถึง

2.4 คำถามที่ไม่มีใครกล้าฝัน

ถึงตรงนี้โจทย์ชัดแล้ว: เราอยากได้สมุดบัญชีที่ ไม่มีใคร แก้ตามใจได้ อายัดใครไม่ได้ และพิมพ์เงินเพิ่มเองไม่ได้ — แต่ยังต้องกันการจ่ายซ้ำได้เหมือนมีนายทะเบียน คำถามคือ สมุดที่ไม่มีเจ้าของแบบนั้นสร้างได้จริงหรือ? เป็นเวลาสามสิบปี คำตอบของวงการคอมพิวเตอร์คือ "ไม่ได้" และบทถัดไปจะพาไปดูว่าติดตรงไหน

Read the full book