Skip to content
Tayakorn
Bitcoin Handbook

Bitcoin Handbook

LEVEL 0 · ปูพื้น: เงินและโจทย์

โจทย์ที่คอมพิวเตอร์แก้ไม่ได้อยู่สามสิบปี

บทนี้สำคัญที่สุดในเล่ม ถ้าเข้าใจโจทย์ของบทนี้จริง ๆ กลไกทั้งหมดในบทที่ 4–8 จะกลายเป็นของที่ "เดาได้" ว่าทำไมต้องมี แทนที่จะเป็นศัพท์แปลก ๆ ที่ต้องท่องตาม

3.1 ไฟล์ดิจิทัลก๊อปได้เสมอ — และนั่นคือหายนะของเงิน

ส่งรูปให้เพื่อนทาง LINE เพื่อนได้รูป แต่รูปในเครื่องคุณไม่ได้หายไปไหน โลกดิจิทัลทำงานแบบนี้กับ ทุกอย่าง: การ "ส่ง" ที่จริงคือการ "ก๊อปปี้" เสมอ

ทีนี้ลองให้เงินเป็นไฟล์ดูบ้าง สมมติเหรียญดิจิทัลของคุณคือไฟล์ coin.txt — คุณจ่ายไฟล์นี้ให้ร้านกาแฟ แล้วหันไปจ่ายไฟล์ เดียวกัน ให้ร้านหนังสือ ทั้งสองร้านต่างถือไฟล์ที่เหมือนกันเป๊ะทุกตัวอักษร แล้วใครคือเจ้าของเงินตัวจริง? ปัญหานี้มีชื่อเรียกทางการว่า double-spend (การจ่ายซ้ำ) และมันคือกำแพงที่ทำให้ "เงินสดดิจิทัล" เป็นไปไม่ได้มาตลอด

ส่งไฟล์ = ก๊อป ไม่ใช่ย้ายส่งรูปให้เพื่อนทาง LINEเครื่องคุณรูปยังอยู่ครบเพื่อนได้รูปเหมือนเป๊ะต้นทาง 1 + ปลายทาง 1 = กลายเป็น 2โลกดิจิทัลไม่มีการ 'ย้าย' มีแต่ 'คัดลอก'ถ้าเงินเป็นไฟล์ — พังทันทีเงินก้อนเดียวcoin.txtร้านกาแฟได้ไฟล์เหมือนกันเป๊ะร้านหนังสือได้ไฟล์เหมือนกันเป๊ะจ่ายก้อนเดียวสองที่พร้อมกัน — ใครคือเจ้าของจริง?ปัญหานี้ชื่อ double-spend
FIG 3.1 โลกดิจิทัลไม่มีคำว่า “ย้าย” มีแต่ “คัดลอก” — พอเอาเงินไปเป็นไฟล์ เจ้าของจึงจ่ายก้อนเดียวกันสองที่พร้อมกันได้ และไม่มีใครชี้ขาดว่ารายการไหนเกิดก่อน ปัญหานี้คือ double-spend · กำแพงที่ทำให้ “เงินสดดิจิทัล” เป็นไปไม่ได้มาตลอดสามสิบปี

3.2 ทางแก้เดิมทุกทาง วนกลับไปหาคนกลาง

วิธีปิดปัญหาจ่ายซ้ำที่ตรงไปตรงมาที่สุด: ตั้งนายทะเบียนกลางถือสมุดไว้คนเดียว ใครจ่ายอะไรต้องผ่านเขา รายการไหนมาก่อนเขาเป็นคนชี้ — ฟังคุ้นไหม? นี่คือธนาคารจากบทที่ 2 นั่นเอง โลกดิจิทัลก่อน bitcoin จึงมีแต่ "เงินอิเล็กทรอนิกส์ที่มีเจ้าของสมุด" เต็มไปหมด และจุดจบก็ซ้ำรอยเดิม:

  • DigiCash ของ David Chaum นักวิทยาการเข้ารหัสระดับตำนาน สร้างเงินดิจิทัลที่เป็นส่วนตัวจริงตั้งแต่ยุค 90 — แต่ระบบต้องพึ่งบริษัทศูนย์กลาง พอบริษัทล้มละลายในปี 1998 เงินทั้งระบบก็จบไปพร้อมกัน
  • e-gold เงินดิจิทัลอิงทองที่มีผู้ใช้หลายล้านบัญชีในยุค 2000 — มีบริษัทเดียวถือสมุด พอรัฐบาลสหรัฐฯ ดำเนินคดี ระบบทั้งระบบก็ถูกปิดตาม

สังเกตรูปแบบซ้ำ: ตราบใดที่มี "จุดศูนย์กลาง" ให้ล้มหรือให้สั่งปิด เงินนั้นก็อายุสั้นเท่ากับจุดนั้น โจทย์จริงจึงไม่ใช่แค่กันจ่ายซ้ำ แต่คือ กันจ่ายซ้ำโดยไม่มีนายทะเบียน — และตรงนี้แหละที่คอมพิวเตอร์ทั้งวงการติดอยู่สามสิบปี เพราะไม่มีนายทะเบียน ก็ไม่มีใครชี้ขาดว่ารายการไหน "มาก่อน"

3.3 เอกสาร 9 หน้าที่เสนอทางออก

วันที่ 31 ตุลาคม 2008 — ไม่กี่สัปดาห์หลังธนาคารยักษ์ล้มในวิกฤตการเงินโลก — คนนิรนามที่ใช้ชื่อว่า Satoshi Nakamoto โพสต์เอกสารวิชาการ 9 หน้าลงเมลลิงลิสต์ของนักวิทยาการเข้ารหัส ชื่อเรื่องแปลได้ว่า "Bitcoin: ระบบเงินสดอิเล็กทรอนิกส์แบบบุคคลถึงบุคคล" จนวันนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ว่าเขาหรือพวกเขาเป็นใคร (และบทที่ 13 จะชวนคิดว่าทำไมการหายตัวไปของผู้สร้าง อาจเป็นของขวัญชิ้นสำคัญที่สุดที่เขาทิ้งไว้)

หัวใจของข้อเสนอกางออกมาได้สั้นมาก:

bitcoin ไม่ได้ประดิษฐ์เงินดิจิทัล — มันประดิษฐ์วิธีถือสมุดบัญชีร่วมกันโดยไม่ต้องมีเจ้าของ

รูปธรรมคือ: ให้สมุดบัญชีมี เล่มเดียวแต่สำเนาอยู่กับทุกคน ใครอยากถือสำเนาก็ถือได้ ไม่ต้องขอใคร ทุกสำเนาต้องตรงกัน และ ไม่มีสำเนาไหนเป็นต้นฉบับ — เกาะ Yap กลับมาแล้ว แต่คราวนี้ "ชุมชนที่ช่วยกันจำ" คือคอมพิวเตอร์ทั้งโลก

3.4 ฝันสวย แต่ต้องตอบ 4 คำถามนี้ให้ได้ก่อน

พูดว่า "ทุกคนถือสำเนาสมุดร่วมกัน" ง่าย แต่พอลงมือคิดจริงจะเจอคำถามที่ทำให้วิศวกรนอนไม่หลับสี่ข้อ — และสี่ข้อนี้คือแผนที่ของภาคกลไกทั้งภาค:

  1. ใครมีสิทธิ์ใช้เงินก้อนไหน? สมุดเปิดให้ทุกคนอ่าน แล้วอะไรกันไม่ให้คนอื่นเขียนบรรทัด "โอนเงินของคุณ" เอง → บทที่ 4–5
  2. ไม่มีนายทะเบียน แล้วใครชี้ว่ารายการไหนมาก่อน? การจ่ายซ้ำคือปัญหาการ เรียงลำดับ ล้วน ๆ — เงินก้อนเดียวจ่ายสองที่ ที่แท้แพ้ชนะกันตรงว่ารายการไหนถูกนับว่าเกิดก่อน → บทที่ 6
  3. ใครได้สิทธิ์เขียนหน้าถัดไปของสมุด? ถ้าใคร ๆ ก็เขียนได้พร้อมกันหมด สมุดคงเละ ถ้าต้องเลือกคนเขียน ก็เหมือนได้นายทะเบียนกลับมาอีก → บทที่ 7
  4. สำเนาสองเครื่องดันไม่ตรงกัน จะเชื่อเล่มไหน? ไม่มีต้นฉบับให้เทียบ แล้วระบบตกลงกันยังไงว่า "ความจริง" คือเวอร์ชันไหน → บทที่ 8

ไล่ตอบครบสี่ข้อเมื่อไหร่ คุณจะเข้าใจ bitcoin ทั้งระบบ — ไม่ใช่แบบท่องจำ แต่แบบที่มองเห็นว่าทำไมแต่ละชิ้นถึง ต้อง อยู่ตรงนั้น

Read the full book