← คู่มือหุ้น — ราคา vs มูลค่า และการอ่านกิจการ
LEVEL 2 · อ่านงบสามใบ
งบกำไรขาดทุน — หนังหนึ่งเรื่องของรอบบัญชี
ถึงเวลาเปิดงบจริงแล้ว และงบใบแรกที่ทุกคนเปิดคืองบกำไรขาดทุน ซึ่งเป็นใบที่เข้าใจง่ายที่สุดและถูกอ่านผิดบ่อยที่สุดในเวลาเดียวกัน
สิ่งที่ต้องตั้งไว้ในหัวก่อนอ่านบรรทัดแรก: งบใบนี้เป็น หนัง ไม่ใช่ภาพนิ่ง มันเล่าว่าตลอดช่วงเวลาหนึ่ง (สามเดือน หรือหนึ่งปี) เครื่องจักรจากบทที่ 3 เดินแล้วเกิดอะไรขึ้นบ้าง ไม่ได้บอกว่าตอนนี้บริษัทมีอะไรอยู่ ใบที่บอกเรื่องนั้นคือบทที่ 7
6.1 น้ำตกที่ไหลจากบนลงล่าง
โครงของงบกำไรขาดทุนเป็นน้ำตกชั้นเดียว เริ่มจากก้อนใหญ่ที่สุดข้างบน แล้วหักลงมาทีละชั้นจนเหลือก้อนสุดท้ายข้างล่าง
รายได้จากการขายและบริการ ← เงินที่ลูกค้าตกลงจ่ายในงวดนี้
หัก ต้นทุนขาย ← ต้นทุนของ "ของที่ขายออกไป" โดยตรง
= กำไรขั้นต้น ← เครื่องจักรทำกำไรจากตัวสินค้าได้แค่ไหน
หัก ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ← ค่าเช่า เงินเดือนสำนักงาน การตลาด
= กำไรจากการดำเนินงาน ← ธุรกิจหลักทำเงินได้เท่าไรก่อนเรื่องการเงิน
หัก ต้นทุนทางการเงิน (ดอกเบี้ย)
หัก ภาษีเงินได้
= กำไรสุทธิ ← ก้อนที่เหลือเป็นของเจ้าของกำไรขั้นต้น ดีแต่ กำไรสุทธิ แย่ มีปัญหาคนละแบบกับบริษัทที่แย่ตั้งแต่ชั้นบน · น้ำตกนี้บอกว่าเงินหายไปที่ชั้นไหน ไม่ได้บอกว่ากำไรเท่าไรถึงเรียกว่าดีทุกชั้นตอบคำถามคนละข้อ และนี่คือเหตุผลที่ต้องมีหลายชั้นแทนที่จะบอกกำไรสุทธิตัวเดียวจบ: บริษัทที่กำไรขั้นต้นดีแต่กำไรสุทธิแย่ มีปัญหาคนละแบบกับบริษัทที่กำไรขั้นต้นแย่ตั้งแต่ต้น อย่างแรกคือขายของได้กำไรแต่ค่าใช้จ่ายบานหรือดอกเบี้ยหนัก อย่างหลังคือตัวสินค้าเองก็ไม่ทำเงินอยู่แล้ว น้ำตกนี้บอกให้รู้ว่าเงินหายไปที่ชั้นไหน
6.2 ของจริง: สามบริษัท สามลายเซ็น
ตัวเลขจริงทำให้เห็นภาพเร็วกว่าคำอธิบายสิบย่อหน้า ปี 2568 ของสามเครื่องจักรจากบทที่ 4 ออกมาแบบนี้
CPALL ปี 2568 รายได้รวม 1,022,143 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.5% กำไรสุทธิ 28,206 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.3%
OR ปี 2568 รายได้ขายและบริการ 658,723 ล้านบาท ลดลง 9.0% กำไรสุทธิ 11,304 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 47.8% คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.94 บาท
AOT ปีบัญชี 2568 รายได้รวม 68,586.38 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.12% กำไรสุทธิ 18,125.20 ล้านบาท ลดลง 5.51%
ลองพิสูจน์ด้วยตาเอง หยิบเครื่องคิดเลขมาหารดู
CPALL 28,206.00 ÷ 1,022,143.00 = 0.0276 → ราว 2.8%
OR 11,304.00 ÷ 658,723.00 = 0.0172 → ราว 1.7%
AOT 18,125.20 ÷ 68,586.38 = 0.2643 → ราว 26.4%ตัวเลขนี้เรียกว่า อัตรากำไรสุทธิ และมันแปลตรงตัวว่า ขายได้ร้อยบาท เหลือเป็นกำไรของเจ้าของกี่บาท CPALL ขายทะลุล้านล้านบาททั้งปี เหลือกำไรราวสองบาทแปดสิบสตางค์ต่อร้อยบาท OR ขายหกแสนห้าหมื่นกว่าล้าน เหลือราวหนึ่งบาทเจ็ดสิบสตางค์ ส่วน AOT ขายได้ไม่ถึงหนึ่งในสิบของ CPALL แต่เหลือกำไรยี่สิบหกบาทสี่สิบสตางค์ต่อร้อยบาท
ระยะห่างระหว่าง 1.7% กับ 26.4% คือระยะห่างสิบห้าเท่า และมันไม่ได้แปลว่า AOT เก่งกว่า OR สิบห้าเท่า
💡 ตัวหารสามตัวนี้ไม่ได้มาจากบรรทัดเดียวกันเป๊ะ — และเล่มนี้จะไม่ทำเนียน CPALL กับ AOT ใช้ รายได้รวม ซึ่งมีรายได้อื่นปนอยู่ด้วย ส่วน OR ใช้ รายได้ขายและบริการ เพราะเป็นบรรทัดที่บริษัทรายงานเป็นตัวหลัก การหยิบตัวเลขที่แต่ละบริษัทชูมาวางเรียงกันแล้วเรียกชื่อเดียวกันว่า "อัตรากำไรสุทธิ" เป็นสิ่งที่ทำกันทั่วไปจนไม่มีใครทัก แต่มันคือความไม่เรียบร้อยจริง ๆ ในกรณีนี้ช่องว่างระหว่างสามตัวใหญ่กว่าผลของฐานที่ต่างกันมาก ข้อสรุปจึงไม่พลิก แต่ถ้าวันไหนคุณเจอตัวเลขสองตัวที่ห่างกันแค่ครึ่งเปอร์เซ็นต์ ฐานที่ต่างกันพลิกอันดับได้สบาย ๆ นี่คือตัวอย่างจริงของกับดักที่หัวข้อ 10.3 จะกางให้ดูเต็ม ๆ และวิธีแก้มีข้อเดียวคือเปิดงบไปดูว่าบรรทัดที่ใช้หารชื่ออะไร
ความเข้าใจผิดที่ต้องรื้อทันทีคือการอ่านตัวเลขนี้เป็นคะแนนความดี มาร์จิ้นไม่ใช่คะแนน มันคือลายเซ็นของเครื่องจักร ย้อนกลับไปดูบทที่ 4: OR ขายของที่ตัวเองตั้งราคาไม่ได้ในตลาดที่ราคาถูกกำกับ มาร์จิ้นบางคือธรรมชาติของเครื่องประเภทนี้ ไม่ใช่อาการป่วย ส่วน AOT เก็บค่าผ่านทางจากสินทรัพย์ที่สร้างเสร็จไปแล้ว ไม่มีต้นทุนสินค้าให้หัก มาร์จิ้นหนาคือธรรมชาติของเครื่องประเภทนั้น ไม่ใช่ใบรับรองความเก่ง และมันแลกมาด้วยเงินก้อนมหาศาลที่ต้องจมไปกับตัวอาคารก่อน ซึ่งเป็นเรื่องของบทที่ 7 ธุรกิจซอฟต์แวร์บางรายมีมาร์จิ้นสามสิบเปอร์เซ็นต์ ก็ไม่ได้แปลว่ามันเป็นกิจการที่ดีกว่า แปลว่ามันเป็นเครื่องจักรคนละแบบซึ่งมีจุดเปราะคนละที่
6.3 กลไกที่ทำให้ทุกอย่างไม่ตรงไปตรงมา: เกณฑ์คงค้าง
ถ้างบกำไรขาดทุนแค่บอกว่า "เงินเข้าเท่าไร เงินออกเท่าไร" ชีวิตคงง่าย แต่มันไม่ได้ทำแบบนั้น และการไม่รู้ข้อนี้คือต้นตอของความเข้าใจผิดครึ่งหนึ่งในโลกการลงทุน
บัญชีของบริษัทจดทะเบียนใช้ เกณฑ์คงค้าง (accrual basis) ซึ่งมีกติกาสองข้อ
- รายได้บันทึกเมื่อส่งมอบของหรือบริการเสร็จ ไม่ใช่เมื่อเงินเข้าบัญชี
- ค่าใช้จ่ายบันทึกเมื่อเกิดขึ้น ไม่ใช่เมื่อจ่ายเงินออกไป
💡 ทำไมต้องมีกติกาแปลก ๆ นี้ ลองนึกว่าบริษัทรับงานติดตั้งระบบมูลค่าสิบล้าน ทำเสร็จเดือนธันวาคม ลูกค้าจ่ายเดือนกุมภาพันธ์ ถ้าใช้เกณฑ์เงินสด งบปีนี้จะบอกว่าบริษัททำงานฟรีทั้งเดือนธันวาคม แล้วปีหน้าจู่ ๆ ได้เงินสิบล้านโดยไม่ได้ทำอะไร ทั้งสองภาพผิดทั้งคู่ เกณฑ์คงค้างมีไว้จับ ผลงาน ให้ตรงกับ ช่วงเวลาที่ทำงานจริง มันจึงเป็นกติกาที่มีเหตุผลดีมาก แต่มันแลกมาด้วยราคาที่ต้องจ่าย
ราคาที่ต้องจ่ายคือ ตัวเลขกำไรกับเงินในลิ้นชักหลุดออกจากกัน บริษัทที่ขายของให้ลูกค้าองค์กรด้วยเครดิตเก้าสิบวัน จะมีบรรทัด "รายได้" สวยงามตั้งแต่วันส่งของ ทั้งที่ยังไม่ได้รับเงินสักบาท ยิ่งขายดีเท่าไร ยิ่งต้องออกเงินซื้อของมาส่งก่อนเท่านั้น กำไรบนกระดาษโตขึ้นพร้อมกับเงินสดที่หายไปจากมือ
นี่คือคำอธิบายของสิ่งที่ฟังดูเป็นไปไม่ได้: บริษัทที่มีกำไรร้อยล้านแต่ไม่มีเงินจ่ายเงินเดือนพนักงานสิ้นเดือน เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงและเกิดบ่อย เก็บปริศนานี้ไว้ บทที่ 8 จะไขให้เห็นทั้งกลไก
6.4 ค่าเสื่อมราคา — ค่าใช้จ่ายที่ไม่มีเงินไหลออก
มีค่าใช้จ่ายประเภทหนึ่งที่แปลกกว่าเพื่อน และมันจะกลายเป็นตัวละครสำคัญในอีกสามบทข้างหน้า
สมมติบริษัทซื้อเครื่องจักรราคาสิบล้านบาท จ่ายเงินสดครบวันนี้ ใช้งานได้สิบปี ถ้าบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายสิบล้านในปีที่ซื้อ งบปีนั้นจะขาดทุนยับทั้งที่บริษัทเพิ่งได้เครื่องมือดี ๆ มาใช้ไปอีกสิบปี บัญชีจึงเลือกทยอยตัดเป็นค่าใช้จ่ายปีละส่วน เรียกว่า ค่าเสื่อมราคา (depreciation)
ผลที่ตามมามีสองข้อและสำคัญทั้งคู่
- ในปีที่ซื้อ เงินสดออกไปสิบล้านแต่งบกำไรขาดทุนแทบไม่กระเทือน
- ในปีที่ 2 ถึง 10 งบกำไรขาดทุนโดนหักค่าเสื่อมทุกปี ทั้งที่ไม่มีเงินไหลออกจากบริษัทเลยสักบาทในปีเหล่านั้น
ค่าเสื่อมจึงเป็นค่าใช้จ่ายที่ "จริง" ในแง่ที่ว่าเครื่องจักรกำลังหมดอายุลงจริง ๆ แต่ "ไม่จริง" ในแง่กระแสเงินสดของปีนั้น ความย้อนแย้งนี้คือประตูสู่บทที่ 8 และเป็นช่องที่ถูกใช้ตกแต่งตัวเลขในบทที่ 12
มีประโยคที่คนทำงานสายนี้พูดกันจนกลายเป็นสุภาษิต และหลังอ่านหัวข้อนี้จบคุณจะเข้าใจว่าทำไม
กำไรคือความเห็น เงินสดคือข้อเท็จจริง