Skip to content
Tayakorn

คู่มือหุ้น — ราคา vs มูลค่า และการอ่านกิจการ

LEVEL 3 · จากตัวเลขกลับสู่ราคา

อัตราส่วน — คำถามที่ถูกบีบอัดเป็นตัวเลขเดียว

คุณอ่านงบเป็นแล้ว ปัญหาถัดไปคืองบของบริษัทหนึ่งมีหลายร้อยบรรทัด และเทียบข้ามบริษัทตรง ๆ ไม่ได้ เพราะบริษัทขนาดต่างกันเป็นสิบเท่า อัตราส่วนทางการเงินเกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหานี้ข้อเดียว คือ บีบคำถามยาว ๆ ให้เหลือตัวเลขตัวเดียวที่เทียบกันได้

และนี่คือจุดที่คนบาดเจ็บกันเยอะที่สุด เพราะพอมันเป็นตัวเลขตัวเดียว คนก็เอาไปใช้เป็นคะแนนสอบ ทั้งที่มันไม่ใช่

ทุกตัวในบทนี้จะอธิบายด้วยโครงเดียวกันสามข้อ: (ก) มันบีบอัดคำถามอะไร (ข) กลไกข้างหลังคืออะไร (ค) มันพังตรงไหน — และข้อ (ค) สำคัญที่สุดเสมอ

ตัวเลขตลาดที่ใช้ในบทนี้มาจาก factsheet ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2026 ทั้งหมด ส่วนตัวเลขกิจการเป็นรอบปี 2568 ตามบทก่อนหน้า

10.1 อัตรากำไรสุทธิ — ขายร้อยบาทเหลือกี่บาท

(ก) คำถาม: เครื่องจักรนี้เปลี่ยนยอดขายเป็นกำไรของเจ้าของได้ในอัตราเท่าไร

(ข) กลไก: กำไรสุทธิหารด้วยรายได้ ปี 2568 CPALL อยู่ที่ราว 2.8% · OR ราว 1.7% · AOT ราว 26.4% ตามที่คำนวณกันไปแล้วในบทที่ 6 พร้อมข้อควรระวังเรื่องตัวหารที่ไม่ได้มาจากบรรทัดเดียวกันเป๊ะ

(ค) พังตรงไหน: เทียบข้ามอุตสาหกรรมไม่ได้เลย ค้าปลีกที่มาร์จิ้นสองเปอร์เซ็นต์อาจเป็นเครื่องจักรที่ทำงานยอดเยี่ยม ส่วนธุรกิจที่มาร์จิ้นยี่สิบหกเปอร์เซ็นต์อาจต้องจมเงินไปกับตัวอาคารมหาศาลก่อนจะเก็บบาทแรกได้ หรืออาจกำลังจะโดนคู่แข่งเข้ามากินตามกลไกบทที่ 5 ตัวเลขนี้มีความหมายก็ต่อเมื่อเทียบกับตัวมันเองในอดีต หรือเทียบกับคู่แข่งที่ทำธุรกิจแบบเดียวกันจริง ๆ

10.2 P/E — ตลาดยอมจ่ายกี่เท่าของกำไรหนึ่งปี

(ก) คำถาม: ถ้ากำไรของบริษัทคงที่ไปเรื่อย ๆ ราคาที่จ่ายวันนี้ต้องใช้กำไรกี่ปีถึงจะคืนทุน

(ข) กลไก: ราคาต่อหุ้น หารด้วยกำไรต่อหุ้น ณ 31 กรกฎาคม 2026 AOT อยู่ที่ 50.32 เท่า ส่วน OR อยู่ที่ 16.45 เท่า วันเดียวกัน ตลาดเดียวกัน ต่างกันราวสามเท่า

ตัวเลขนี้ไม่ได้แปลว่าตัวไหนถูกตัวไหนแพง มันแปลว่า ตลาดคาดหวังกับสองกิจการนี้ไม่เท่ากัน คนที่ยอมจ่าย 50 เท่าของกำไรปีล่าสุดกำลังบอกว่าเขาเชื่อว่ากำไรในอนาคตจะโตกว่านี้มาก ส่วนคนที่จ่าย 16 เท่ากำลังบอกอย่างอื่น ใครถูกยังไม่มีใครรู้ และนั่นคือประเด็นทั้งหมด

(ค) พังตรงไหน: ความเข้าใจผิดที่ระบาดที่สุดในตลาดคือ "P/E ต่ำแปลว่าถูก" ซึ่งผิดตั้งแต่โครงสร้างของสูตร ตัวเศษคือราคา ซึ่งสะท้อน ความคาดหวังต่ออนาคต ตามบทที่ 2 ส่วนตัวหารคือกำไร ที่ผ่านมาแล้ว เอาอนาคตหารด้วยอดีต แล้วบอกว่าถูกหรือแพง จึงเป็นการข้ามขั้นบันไดไปหนึ่งขั้นเต็ม ๆ P/E ที่ต่ำมากมักแปลว่าตลาดเชื่อว่ากำไรก้อนนั้นกำลังจะหดลง ซึ่งอาจถูกหรือผิดก็ได้ แต่ไม่ใช่ส่วนลด

10.3 กับดักที่เจอได้ในสิบวินาที — ตัวเลขชื่อเดียวกันคนละฐาน

ตรงนี้คือหัวใจของทั้งเล่มที่ย่อลงเหลือตัวอย่างเดียว ลองคำนวณ P/E ของ OR ด้วยมือตัวเอง

ราคา ณ 31 ก.ค. 2026              12.80 บาท
กำไรต่อหุ้น ปี 2568 (ทั้งปี)       0.94 บาท
12.80 ÷ 0.94  =  13.6 เท่า

แต่หน้า factsheet ของตลาดหลักทรัพย์วันเดียวกันบอกว่า 16.45 เท่า ตัวเลขไหนผิด

ไม่มีตัวไหนผิด ทั้งคู่คือ P/E ทั้งคู่ใช้ราคาเดียวกันเป๊ะ สิ่งที่ต่างคือ กำไรคนละชุด และคราวนี้เราจะไม่เชื่อคำอธิบายลอย ๆ แต่จะบีบให้มันออกมาเป็นตัวเลข

เริ่มจากถอดกลับ ถ้าเว็บได้ 16.45 เท่าจากราคา 12.80 บาท แปลว่ากำไรต่อหุ้นที่เว็บใช้ต้องเป็น

12.80 ÷ 16.45  =  0.78 บาท

0.78 น้อยกว่า 0.94 ตัวหารของเว็บเล็กกว่าตัวหารของเรา P/E ของเว็บจึงสูงกว่า นี่คือจุดที่ต้องหยุดถามว่ากำไรก้อน 0.78 บาทนั้นมาจากไหน

คำตอบคือ หน้าต่างเวลา ตัวเลขที่เราหารใช้กำไรของรอบปีบัญชี 2568 ทั้งปี ซึ่งจบไปตั้งแต่สิ้นธันวาคม ส่วนเว็บใช้กำไรสี่ไตรมาสล่าสุดที่บริษัทส่งงบเข้ามาแล้ว ณ วันที่ดู หน้าต่างนั้นเลื่อนไปข้างหน้าหนึ่งไตรมาส คือคายไตรมาสแรกของปี 2568 ออก แล้วรับไตรมาสแรกของปี 2569 เข้ามาแทน และสองไตรมาสนั้นห่างกันมาก

กำไรต่อหุ้น ปี 2568 ทั้งปี                        0.94 บาท
  หัก ไตรมาส 1/2568 ที่หลุดออกจากหน้าต่าง        −0.36 บาท
  บวก ไตรมาส 1/2569 ที่เพิ่งเข้ามาแทน            +0.20 บาท
= กำไรต่อหุ้นสี่ไตรมาสล่าสุด                       0.78 บาท

ไล่ด้วยตัวเงินก็ได้ผลเดียวกัน กำไรสุทธิปี 2568 ทั้งปี 11,304 ล้านบาท หักไตรมาส 1/2568 ที่ทำได้ 4,379 ล้านบาท บวกไตรมาส 1/2569 ที่ทำได้ 2,415 ล้านบาท เหลือ 9,340 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้น 12,000 ล้านหุ้นจากบทที่ 2 ได้ 0.78 บาทต่อหุ้น แล้ว 12.80 ÷ 0.78 ก็กลับมาที่ 16.45 เท่าพอดี วงจรปิดสนิท ไม่มีตัวเลขไหนหล่นหาย

สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นสำคัญกว่าตัวเลข ตัวเลขที่ดู "เก่ากว่า" กลับให้ภาพที่ดูดีกว่า เพราะกำไรไตรมาสแรกของปี 2569 ต่ำกว่าไตรมาสเดียวกันของปีก่อนเกือบครึ่ง พอหน้าต่างเลื่อน ก้อนกำไรที่ใช้หารก็หดตาม คนที่หารเองด้วยกำไรทั้งปีแล้วเห็น 13.6 เท่า กำลังมองภาพที่ตลาดเลิกมองไปแล้วหนึ่งไตรมาส ส่วนคนที่อ่านเลข 16.45 บนหน้าเว็บโดยไม่ถามอะไรเลย ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองกำลังถือหน้าต่างบานไหนอยู่

และถ้าวันไหนไตรมาสใหม่ออกมาดีกว่าไตรมาสที่หลุดไป ทุกอย่างจะกลับด้านทันที เว็บจะให้ P/E ต่ำกว่า ที่คุณหารเอง โดยที่ไม่มีใครแก้สูตรอะไรเลยสักตัว ทิศทางของส่วนต่างจึงไม่ใช่บทเรียน มันแค่ผลพลอยได้ของว่าไตรมาสไหนกำลังเข้าและไตรมาสไหนกำลังออก

บทเรียนไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข 13.6 หรือ 16.45 แต่อยู่ตรงนี้

ตัวเลขสองตัวที่ชื่อเหมือนกันเป๊ะ ไม่ได้แปลว่าถูกสร้างมาจากฐานเดียวกัน — และถ้าไม่ถามว่าฐานคืออะไร คุณกำลังเปรียบเทียบสิ่งที่เทียบกันไม่ได้โดยไม่รู้ตัว

นี่คือแกนเดียวกับที่ทำให้ผมพลาดในบทที่ 1 และเป็นเหตุผลที่บทที่ 6 ถึง 9 ต้องมาก่อนบทนี้ คนที่ไม่เคยเปิดงบเห็นเลข 16.45 แล้วก็เชื่อ คนที่เปิดงบเป็นจะถามก่อนว่ากำไรตัวไหน ช่วงไหน รวมรายการพิเศษด้วยหรือเปล่า

ลองพิสูจน์ด้วยตาเอง: ทำแบบเดียวกันนี้กับหุ้นตัวไหนก็ได้ที่คุณสนใจ เปิด factsheet จด P/E กับราคาปิดของวันนั้น หารกลับหากำไรต่อหุ้นที่เว็บใช้ แล้วเอาไปเทียบกับกำไรต่อหุ้นของปีบัญชีล่าสุดในงบ ถ้าสองตัวไม่ตรงกัน ให้ไล่หาว่าไตรมาสไหนเพิ่งเข้าและไตรมาสไหนเพิ่งออก คุณจะได้คำตอบทุกครั้ง และจะไม่มีวันอ่านเลข P/E บนหน้าเว็บแบบเดิมอีกเลย

10.4 P/BV และ ROE — สองตัวที่ต้องอ่านคู่กัน

P/BV เทียบราคาตลาดกับส่วนของผู้ถือหุ้นตามบัญชีจากบทที่ 7 ณ 30 กรกฎาคม 2026 AOT อยู่ที่ 7.00 เท่า แปลว่าตลาดตีราคาบริษัทไว้เจ็ดเท่าของมูลค่าตามบัญชี ส่วน OR อยู่ที่ 1.32 เท่า

พังตรงไหน: มูลค่าตามบัญชีคือต้นทุนในอดีตหักค่าเสื่อมสะสม ที่ดินสนามบินที่ได้มานานแล้วยังจดด้วยราคาเดิม ขณะที่กิจการซึ่งมูลค่าอยู่ที่คน แบรนด์ หรือสิทธิที่สร้างเอง แทบไม่มีอะไรโผล่ในงบดุลเลย ตัวหารของอัตราส่วนนี้จึงเชื่อได้ไม่เท่ากันในแต่ละธุรกิจ

ROE คือกำไรสุทธิหารด้วยส่วนของผู้ถือหุ้น ตอบคำถามว่าเงินของเจ้าของทำงานได้ผลตอบแทนเท่าไร ฟังดูเป็นตัวชี้วัดที่ตรงประเด็นที่สุดในบรรดาทั้งหมด และมันก็เป็นแบบนั้นจริงจนกระทั่งคุณนึกถึงบทที่ 7

พังตรงไหน: ย้อนกลับไปดูตัวอย่างคานงัดในหัวข้อ 7.3 บริษัทที่กู้มากขึ้นทำให้ตัวหารเล็กลง ROE จึงสูงขึ้นได้ทันทีโดยที่เครื่องจักรไม่ได้เก่งขึ้นแม้แต่นิดเดียว ROE ที่สูงจึงต้องอ่านคู่กับระดับหนี้เสมอ ไม่งั้นคุณกำลังชมความกล้ากู้ว่าเป็นความสามารถทำกำไร

10.5 EV/EBITDA — และเหตุผลที่ต้องมีตัวเลขที่นับหนี้ด้วย

มูลค่าตลาดจากบทที่ 2 มีจุดบอดข้อหนึ่ง มันนับเฉพาะราคาของหุ้น แต่คนที่ซื้อทั้งบริษัทต้องรับหนี้ของบริษัทติดมาด้วย มูลค่ากิจการ (Enterprise Value) จึงเกิดขึ้นเพื่อรวมหนี้เข้าไปและหักเงินสดที่บริษัทมีอยู่ออก

ลองเทียบตัวเลขจริงสองตัวนี้ ณ 30 กรกฎาคม 2026 แล้วลบดู

AOT   มูลค่าตลาด 907,141.95   มูลค่ากิจการ 936,440.36   → มูลค่ากิจการ "สูงกว่า"
OR    มูลค่าตลาด 153,600.00   มูลค่ากิจการ 128,265.35   → มูลค่ากิจการ "ต่ำกว่า"

ส่วนต่างนี้บอกอะไรบางอย่างที่หน้าเว็บไม่ได้พิมพ์ไว้ตรง ๆ: มูลค่ากิจการที่สูงกว่ามูลค่าตลาดแปลว่าหนี้มากกว่าเงินสด ส่วนที่ต่ำกว่าแปลว่าเงินสดมากกว่าหนี้ คุณเพิ่งอ่านโครงสร้างฝั่งขวาของงบดุลออกจากตัวเลขสองตัวโดยยังไม่ได้เปิดงบด้วยซ้ำ

ส่วน EBITDA คือกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย มันมีประโยชน์ตรงที่ตัดผลของโครงสร้างหนี้และวิธีคิดค่าเสื่อมออกไป ทำให้เทียบเครื่องจักรข้ามบริษัทได้ตรงขึ้น ณ 30 กรกฎาคม 2026 AOT อยู่ที่ 25.21 เท่า OR อยู่ที่ 6.39 เท่า

พังตรงไหน: ข้อดีของมันคือข้อเสียของมัน การตัดค่าเสื่อมออกทำให้กิจการสินทรัพย์หนักดูสวยขึ้นเสมอ แต่รันเวย์กับอาคารผู้โดยสารสึกจริงและต้องเปลี่ยนจริง ค่าเสื่อมที่ถูกตัดออกไปในสูตรนี้ จะกลับมาเป็นเงินสดที่ต้องจ่ายจริงในวันหนึ่งเสมอ

10.6 กติกาปิดบท

เล่มนี้จะไม่บอกว่าอัตราส่วนตัวไหนควรมีค่าเท่าไร ไม่มีเกณฑ์ผ่าน ไม่มีตัวเลขมาตรฐาน ไม่มีคำว่าควรเกินเท่านั้นเท่านี้ และการที่หนังสือเล่มอื่นบอกตัวเลขพวกนั้นไม่ได้แปลว่าเขาผิด แต่แปลว่าเขากำลังตอบคำถามที่เล่มนี้ไม่ได้ตั้ง

อัตราส่วนไม่ได้ตอบว่าหุ้นถูกหรือแพง มันแค่ทำให้คำถามที่ต้องไปหาคำตอบสั้นลง

Read the full book